ทรัมป์–สี จิ้นผิง ไม่ได้คุยแค่ภาษี "AI–แร่หายาก–อิหร่าน" เกมใหม่ที่ต้องจับตา
การพบกันของ “ทรัมป์–สี จิ้นผิง” อาจไม่ได้มีแค่เรื่องสงครามการค้า แต่ยังมีทั้ง Rare Earth, AI และสถานการณ์อิหร่าน–ช่องแคบฮอร์มุซ ที่เชื่อมโยงถึงเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และราคาน้ำมันโลก
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยมุมมองต่อการพบกันของ “ทรัมป์–สี จิ้นผิง” ว่า
การพบกันครั้งนี้ไม่ได้มีแค่ “สงครามการค้า” แต่จับตาเรื่องอิหร่านด้วย
มองว่า การหารือระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง มี 2 เรื่องใหญ่ คือ การค้า ซึ่งเป็นการเจรจาตามปกติ และอีกเรื่องที่น่าจับตาคือ สงครามและความขัดแย้งกับอิหร่าน ซึ่งอาจมีความเข้มข้นมากกว่าเดิม เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับเสถียรภาพของราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก
ไพ่สำคัญของสหรัฐฯ ในสงครามการค้าคือ “ตลาดอเมริกา”
ซึ่งสหรัฐฯ ยังมีไพ่สำคัญในการต่อรองกับจีน เพราะจีนพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในการส่งออกค่อนข้างมาก หากสหรัฐฯ จำกัดการเข้าถึงตลาด ก็จะกระทบต่อ เศรษฐกิจจีน การผลิตภาคอุตสาหกรรม และการจ้างงาน
ดังนั้น การเจรจาจึงมีแนวโน้มมุ่งไปที่เรื่องที่สหรัฐฯ ต้องการให้จีนผ่อนปรนหรือรับปากอย่างเป็นรูปธรรม
“Rare Earth” เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญบนโต๊ะเจรจา
สหรัฐฯ น่าจะให้ความสำคัญกับ Rare Earth หรือแร่หายาก โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก
•ระดับบน ใช้ในอุตสาหกรรมยุทโธปกรณ์และเครื่องบิน เช่น F-35 ซึ่งต้องใช้ Rare Earth ในปริมาณมาก
•ระดับล่าง ใช้ในชิ้นส่วนและมอเตอร์ที่ต้องการความแม่นยำ ทนทาน และเคลื่อนไหวบ่อย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมรถยนต์
จีนมีบทบาทสำคัญในการส่งออก Rare Earth ขณะที่สหรัฐฯ ยังไม่สามารถหาแหล่งอื่นมาทดแทนได้ง่าย จึงเป็นไปได้ว่าสหรัฐฯ จะขอให้จีน กำหนดปริมาณและกรอบเวลาการส่งออกที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้ภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ สะดุด
สหรัฐฯ ต้องการให้จีนกลับมาซื้อสินค้าเกษตร
อีกประเด็นที่ทรัมป์น่าจะหยิบขึ้นมาคุย คือ สินค้าเกษตรของสหรัฐฯ ที่ผ่านมา จีนหันไปซื้อสินค้าเกษตรจากบราซิลมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรสหรัฐฯ มองว่าสหรัฐฯ น่าจะผลักดันให้จีนกลับมาซื้อสินค้าเกษตรในปริมาณมากขึ้น
นอกจากนี้ อาจมีการพูดถึงการซื้อเครื่องบินจากสหรัฐฯ แต่เรื่องนี้อาจเจรจาได้ยากกว่า เพราะจีนกำลังพัฒนาเครื่องบินของตัวเอง
“AI” อาจเป็นสนามแข่งขันสำคัญที่สุดในระยะยาว
โดยประเด็นที่สำคัญกว่าการค้าแบบดั้งเดิมคือ การแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เพราะ AI ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะเศรษฐกิจ แต่เชื่อมโยงไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยี อุตสาหกรรม และยุทโธปกรณ์ในอนาคต
มองว่าจีนมีข้อได้เปรียบจากการพัฒนา AI แบบ Open Source ซึ่งเปิดให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดและนำไปพัฒนาต่อได้ ทำให้ต้นทุนการเข้าถึงต่ำ ขณะที่ต้นทุนการใช้ระบบ AI ของจีนก็อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ
จากมุมมองดังกล่าว ตั้งข้อสังเกตว่า ในอนาคตสหรัฐฯ อาจพยายามจำกัดหรือแบนการใช้ AI ของจีนภายในประเทศ เพื่อปกป้องผู้พัฒนา AI ของสหรัฐฯ
เรื่อง “ชิป Nvidia” ยังเป็นไพ่สำคัญ แต่จีนอาจไม่ได้ต้องการมากเหมือนเดิม
มองว่าเรื่องชิปขั้นสูง โดยเฉพาะ Nvidia จะถูกหยิบมาหารือแน่นอน เพราะเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สหรัฐฯ ใช้ต่อรองกับจีน
อย่างไรก็ตาม จีนกำลังพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตชิปของตัวเอง และอาจลดการพึ่งพาฮาร์ดแวร์จากสหรัฐฯ ลง
ประเด็นที่น่าสนใจคือ จีนอาจกังวลเรื่องความปลอดภัยของชิปสหรัฐฯ ในลักษณะเดียวกับที่สหรัฐฯ เคยกังวลเกี่ยวกับอุปกรณ์จาก Huawei เช่น ความเสี่ยงด้านข้อมูลหรือการควบคุมจากภายนอก ดังนั้น แม้สหรัฐฯ จะนำชิป Nvidia มาเป็นข้อเสนอในการเจรจา แต่ธีระชัยมองว่า ยังไม่แน่ว่าจีนจะรับข้อเสนอนั้น
ภาคธุรกิจสหรัฐฯ ยังต้องการตลาดจีน แม้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น
การที่ผู้นำบริษัทใหญ่ของสหรัฐฯ เดินทางร่วมคณะไปจีน สะท้อนว่า ภาคธุรกิจยังมองเห็นโอกาสจากตลาดจีน เหตุผลไม่ได้มีเพียงจำนวนประชากร แต่รวมถึงกำลังซื้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในระยะยาว รวมถึงบทบาทของจีนในโครงการ Belt and Road Initiative ที่ทำให้จีนเข้าไปเชื่อมโยงกับ Supply Chain ในหลายภูมิภาคทั่วโลก
แต่ในอีกด้าน ธุรกิจสหรัฐฯ ก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนอาจนำไปสู่การแยกตัวทางเศรษฐกิจหรือการจำกัดการลงทุนในบางช่วง
“อิหร่าน–ฮอร์มุซ–น้ำมัน” อาจเป็นโจทย์ใหญ่กว่าการค้า
สำหรับประเด็นอิหร่าน วิเคราะห์ได้ยากกว่าการค้า เพราะเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของหลายฝ่ายและแต่ละฝ่ายถือไพ่ไว้แน่น มองว่าสหรัฐฯ อาจพยายามใช้จีนเป็นตัวกลางในการ ควบคุมพฤติกรรมของอิหร่าน โดยเฉพาะการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ข้อเสนอที่สหรัฐฯ อาจนำมาแลกเปลี่ยน เช่น การเปิดทางให้จีนซื้อน้ำมันจากอิหร่านต่อเนื่อง หรือการชะลอการขายอาวุธให้ไต้หวัน ตั้งข้อสังเกตว่า จีนอาจไม่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้มีมูลค่ามากพอที่จะเข้าไปช่วยสหรัฐฯ จัดการกับอิหร่าน
หากอิหร่านยังถูกกดดัน อาจใช้ “ราคาน้ำมัน” เป็นเครื่องมือ
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุด มองว่า หากการเจรจาไม่สามารถคลี่คลายปัญหาได้ อิหร่านอาจใช้ช่องทางที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลก นั่นคือ การกดดันเส้นทางน้ำมันและช่องแคบฮอร์มุซ
หากเกิดการจำกัดการเดินเรืออย่างเข้มข้นขึ้น ก็อาจกระทบ Supply น้ำมันและทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกและนโยบายของสหรัฐฯ
“Secondary Sanctions” คืออีกจุดปะทะสำคัญระหว่างสหรัฐฯ กับจีน
สหรัฐฯ อาจนำมาตรการ Secondary Sanctions หรือการลงโทษประเทศ/บริษัทที่ยังทำธุรกิจกับอิหร่าน ทั้งที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่าน มาเป็นประเด็นเจรจากับจีน แต่จีนเคยแสดงจุดยืนว่า บริษัทจีนไม่ควรปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ
โดยนายธีระชัยยกกรณีตุรกีเป็นตัวอย่างว่า แม้ประเทศต่าง ๆ อาจไม่เห็นด้วยกับมาตรการของสหรัฐฯ แต่ก็อาจต้องปฏิบัติตาม เพราะกังวลผลกระทบจากการถูกคว่ำบาตรต่อเนื่อง
หากประเทศอื่นยอมทำตาม Secondary Sanctions อิหร่านจะเผชิญแรงกดดันมากขึ้น
แม้จีนอาจไม่รับมาตรการ Secondary Sanctions ของสหรัฐฯ แต่หากประเทศอื่นเลือกปฏิบัติตาม อิหร่านก็ยังเผชิญข้อจำกัดในการทำธุรกิจและการค้ากับโลก จึงมองว่าอิหร่านอาจจำเป็นต้องตอบโต้ด้วยการใช้ น้ำมันเป็นเครื่องมือกดดัน เพื่อให้ต้นทุนของมาตรการคว่ำบาตรสูงขึ้น จนสหรัฐฯ ต้องกลับมาทบทวนแนวทางอีกครั้ง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB